
การกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของ Holding Company ในบริษัทลูก เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่เจ้าของธุรกิจครอบครัวต้องตัดสินใจตั้งแต่เริ่มวางโครงสร้าง หลายคนมองหาคำตอบที่เป็นตัวเลขชัดเจนหรือสูตรสำเร็จที่สามารถ นำไปใช้ได้ทันที แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องนี้ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะสัดส่วนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายของครอบครัว รูปแบบการบริหาร และแนวทางการส่งต่อธุรกิจในอนาคต
สัดส่วนการถือหุ้นของ Holding Company ไม่มีสูตรตายตัว แต่ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายครอบครัว
การกำหนดสัดส่วนหุ้นไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลข แต่เป็นการสะท้อนแนวคิดในการบริหารธุรกิจและการจัดการความสัมพันธ์ภายในครอบครัว บางครอบครัวให้ความสำคัญกับการควบคุมทิศทางธุรกิจอย่างรวมศูนย์ ขณะที่บางครอบครัวต้องการกระจายอำนาจเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของทายาทรุ่นถัดไป ดังนั้นโครงสร้างที่เหมาะสมจึงต้องออกแบบให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว ไม่ใช่เพียงความสะดวกในระยะสั้น
ถือหุ้น 100% เพื่อควบคุมทิศทาง หรือแบ่งหุ้นเพื่อสร้างแรงจูงใจ
ครอบครัวที่เลือกให้ Holding Company ถือหุ้นในบริษัทลูกทั้งหมด มักต้องการความชัดเจนในอำนาจการตัดสินใจและการควบคุมทิศทางของธุรกิจ โครงสร้างลักษณะนี้ช่วยลดความซับซ้อนและทำให้การบริหารเป็นเอกภาพมากขึ้น
ในขณะที่อีกหลายครอบครัวเลือกแบ่งหุ้นบางส่วนให้กับทายาทที่เข้ามาบริหารกิจการ เพื่อสร้างแรงจูงใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของในผลงานที่ดูแลอยู่จริง แนวทางนี้ช่วยกระตุ้นการเติบโตของผู้บริหารรุ่นใหม่ แต่ก็ต้องแลกมากับความ ซับซ้อนในการจัดการสิทธิและผลประโยชน์
ความเสี่ยงที่แท้จริง: ความไม่ชัดเจนของสิทธิในการถือหุ้น
ปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายครอบครัวไม่ได้มาจากการเลือกสัดส่วนหุ้นผิด แต่เกิดจากการที่ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขของการ ถือหุ้นให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะประเด็นสำคัญว่า หุ้นที่ให้กับสมาชิกในครอบครัวนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ถาวรหรือเป็นสิทธิที่ผูกกับบทบาทและตำแหน่งหน้าที่
หากไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์เหล่านี้อย่างชัดเจนอาจทำให้เกิดข้อขัดแย้งในภายหลัง เช่น กรณีที่ผู้ถือหุ้นไม่ได้มี ส่วนร่วมในการบริหาร แต่ยังคงถือสิทธิในผลประโยชน์ หรือกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงบทบาทของสมาชิกในครอบครัว
แยกบทบาท “เจ้าของ” และ “ผู้บริหาร” เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ
หนึ่งในหลักการสำคัญของการออกแบบ Holding Company คือการแยกบทบาทระหว่างผู้ถือหุ้นและผู้บริหาร ออกจากกันอย่างชัดเจน การถือหุ้นไม่จำเป็นต้องหมายถึงการมีอำนาจในการบริหาร และในทางกลับกันผู้บริหารที่ทำงานในองค์กรก็ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นในสัดส่วนที่สูงเสมอไป
การกำหนดบทบาทที่ชัดเจนจะช่วยลดความสับสน ลดความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน และทำให้ระบบการบริหารสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Shareholders’ Agreement: เครื่องมือสำคัญในการกำหนดกติกาการถือหุ้น
ไม่ว่าจะเลือกโครงสร้างการถือหุ้นแบบใดสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการมีข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นที่ชัดเจนและสามารถบังคับใช้ได้จริง โดย Shareholders’ Agreement จะเข้ามาช่วยกำหนดสิทธิ หน้าที่ และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการ ถือหุ้น เช่น การออกเสียง การโอนหุ้น นโยบายการจ่ายเงินปันผล และแนวทางในการจัดการข้อพิพาท การมีข้อตกลงนี้ตั้งแต่ต้น จะช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกันและลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาในอนาคต
ออกแบบโครงสร้างการถือหุ้นให้รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
การวางโครงสร้าง Holding Company ไม่ควรมองเพียงสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการส่งต่อธุรกิจ การขยายกิจการ หรือการเปลี่ยนแปลงบทบาทของสมาชิกในครอบครัว โครงสร้างที่ดีจึงต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้โดยไม่กระทบต่อความสัมพันธ์และเสถียรภาพของธุรกิจ
สัดส่วนการถือหุ้นของ Holding Company ไม่มีสัดส่วนที่ดีที่สุด มีแต่โครงสร้างที่เหมาะสมที่สุด
การกำหนดว่า Holding Company ควรถือหุ้นบริษัทลูกกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มีคำตอบเดียวสำหรับทุกครอบครัว เพราะแต่ละธุรกิจมีบริบทและเป้าหมายที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญไม่ใช่ตัวเลข แต่คือความชัดเจนของกติกา และความเข้าใจ ร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว
ให้ Idolplanner Consulting ช่วยคุณออกแบบโครงสร้าง Holding Company และวางระบบการถือหุ้นที่ เหมาะสมกับครอบครัวของคุณ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและลดความเสี่ยงของความขัดแย้งใน ระยะยาว
บทความแนะนำ
- เมื่อครอบครัวเริ่มมีทรัพย์สินหลายรูปแบบ ควรจัดโครงสร้างทรัพย์สินอย่างไรให้บริหารง่ายและปลอดภัย
- Holding Company ทางรอดธุรกิจครอบครัว อย่าให้พังเพราะคนใน
- “มี Holding แล้ว…แต่ทำไมยังมีปัญหา?” สิ่งที่หลายครอบครัวเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Holding Company
สำหรับท่านที่ต้องการสอบถามหรือรับคำปรึกษาเบื้องต้น
สามารถกรอกรายละเอียดได้ที่ฟอร์มแนบ
https://forms.gle/YMvaxRmnpqiNUGdVA
หรือติดต่อตามช่องทางที่ปรากฎไว้ดังนี้
Line : @idolplanner
Tel : 085 – 155 0554



