
ในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจส่วนตัวหรือธุรกิจครอบครัว การมีเส้นแบ่งระหว่างเงินในกระเป๋าส่วนตัวและเงินในกระเป๋าของบริษัทมักเป็นประเด็นที่น่าปวดหัวให้กับเจ้าของกิจการอยู่บ่อยครั้ง นั่นรวมถึงเรื่องของ “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” ที่หลายคนมักมองข้าม โดยเฉพาะในการทำธุรกิจครอบครัวหรือกงสี เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของคนกันเอง ซึ่งถือว่าเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ทำให้ธุรกิจที่เคยรุ่งเรืองอาจล้มลงได้เพราะต้องเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีไปอย่างน่าเสียดาย
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร และใครบ้างที่ต้องจ่าย?
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ การจัดเก็บภาษีในรูปแบบหนึ่ง ที่กำหนดให้ “ผู้จ่ายเงิน” ต้องหักเงินส่วนหนึ่งออกจากจำนวนเงินเต็มที่ต้องจ่ายให้กับ “ผู้รับเงิน” ไม่ว่าจะเป็นเงินค่าจ้างหรือค่าบริการก็ตาม เพื่อนำเงินส่วนที่หักออกส่งให้กับทางกรมสรรพากร ทำให้ผู้รับเงินได้รับยอดเงินน้อยกว่าจำนวนเต็มตามที่ได้ตกลงไว้ แต่ผู้รับเงินจะได้รับเอกสารหนังสือรับรองภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายไว้เป็นหลักฐานสำหรับใช้ในการยื่นภาษีประจำปีแบบเงินได้บุคคลธรรมดา และถ้าหากมีสิทธิ์ตามข้อกำหนดก็สามารถยื่นขอภาษีในส่วนนี้คืนได้
โดยจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินครั้งเดียวหรือหลายครั้ง ที่มียอดชำระรวมอยู่ที่ 1,000 บาทขึ้นไปตามเงื่อนไขที่ภาษีรูปแบบนี้ได้กำหนดไว้ มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้และสภาพคล่องให้กับคลังของภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับลดภาระให้ผู้เสียภาษี เพราะไม่จำเป็นต้องเสียภาษีจำนวนมากพร้อมกันในครั้งเดียว
“ผู้จ่ายเงิน” ซึ่งอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เช่น องค์กรหรือบริษัทก็ได้ เป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรายการดังนี้
- หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
- ออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้รับเงิน
- นำส่งภาษีที่ได้หักไว้ให้แก่กรมสรรพากร
จุดตายที่ 1: การจ่ายเงินแบบยอดสุทธิ (Net) โดยไม่หักเงินภาษี ณ ที่จ่าย ความใจดีที่กลายเป็นภาระ
เมื่อเจ้าของธุรกิจกงสีมีการจ่ายค่าตอบแทนหรือค่าจ้างงานให้กับคนภายใน เช่น ญาติพี่น้อง โดยจ่ายให้แบบยอดสุทธิเต็มจำนวนที่ไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย และบริษัทเป็นคนออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ เพราะความเกรงใจหรือเพราะแค่เป็นคนกันเอง ไม่อยากให้ญาติพี่น้องต้องเสียเงินภาษี ทำให้ธุรกิจเกิดการคำนวณภาษีแบบ “ออกแทนให้ตลอดไป” (Net of Tax แบบประจำ) ส่งผลให้ฐานเงินได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น นำไปสู่การเสียภาษีในจำนวนที่สูงขึ้นและบริษัทมีภาระการจ่ายภาษีมากขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ การออกภาษีแทนอาจถูกกรมสรรพากรมองว่าเป็น “รายจ่ายต้องห้ามทางภาษี” และอาจทำให้บริษัทเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ หากไม่มีการระบุข้อตกลงไว้ในสัญญาว่าจ้างอย่างชัดเจน ดังนั้นเจ้าของกิจการจึงจำเป็นต้องมีสัญญาว่าจ้างที่ระบุข้อตกลงการออกภาษีแทน รวมถึงบันทึกค่าใช้จ่ายยอดรวม ทั้งเงินสดที่จ่ายและภาษีที่ออกแทน ไว้เป็นฐานเงินได้พึงประเมินเพื่อคำนวณใหม่ และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือใบ 50 ทวิที่แสดงยอดค่าใช้จ่ายที่รวมภาษีไว้ให้ครบถ้วนให้กับญาติผู้รับเงิน เพื่อให้ตรงกับรายได้ที่อีกฝ่ายรับรู้ เมื่อมีสัญญาที่ระบุไว้อย่างชัดเจน บริษัทจึงสามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่บริษัทออกภาษีแทนให้ไปบันทึกเป็นรายจ่ายทางภาษีได้
จุดตายที่ 2: เอกสารไม่สอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจ
ในกรณีที่บริษัทมีการจ่ายเงินจริง และมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจริง แต่เอกสารที่นำส่งกรมสรรพากรไม่สอดคล้องกับผู้ให้บริการหรือเจ้าของสินทรัพย์ที่แท้จริง ตัวอย่างเช่น บริษัทจ่ายเงินค่าเช่าให้อาม่า แต่ที่ดินนั้นเป็นของอาเตี่ย เป็นต้น ซึ่งการกระทำนี้จะถูกกรมสรรพากรมองว่าค่าใช้จ่ายที่บริษัทผู้เช่าที่ดินได้จ่ายให้อาม่า “ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงเพื่อกิจการ” เพราะบริษัทไม่ได้จ่ายให้กับเจ้าของที่ดินที่แท้จริง (อาเตี่ย)
โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะถูกบันทึกบัญชีในรอบระยะเวลาทำบัญชีที่เกิดขึ้น แต่รายการดังกล่าวในทางภาษี บริษัทไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายนี้มาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีได้ ซึ่งต้องถูกนำมาบวกกลับเข้าไปในกำไรสุทธิ (Add Back) ตามประมวลรัษฎากรได้กำหนดไว้ในมาตรา 65 ตรี ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ส่งผลให้บริษัทต้องเสียเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงได้รับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหากกรมสรรพากรมองว่าเป็นการแสดงความไม่ถูกต้อง อีกทั้งผู้รับเงิน (อาม่า) จะไม่สามารถนำใบหัก ณ ที่จ่ายไปใช้เครดิตภาษีเมื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภ.ง.ด. 90/91) ได้ เพราะชื่อในสัญญาและในหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายไม่ตรงกับชื่อเจ้าของสินทรัพย์จริง (อาเตี่ย)
จุดตายที่ 3: การหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดประเภท/อัตรา
อัตราการหักภาษี ณ ที่จ่ายจะแตกต่างกันออกไปหลายอัตรา ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี ดังนี้
- ค่าขนส่ง ของภาคเอกชนหรือนิติบุคคล ที่ไม่ใช่ขนส่งสาธารณะ ต้องหัก 1%
- ค่าโฆษณา ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ต้องหัก 2%
- ค่าจ้างรับเหมา ทำของ หรือบริการ เช่น ค่าจ้างผลิตสินค้า หรือค่าซ่อมบำรุง ต้องหัก 3%
- ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น เช่าอาคาร หรือสำนักงาน ต้องหัก 5%
ในกรณีที่บริษัทหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดประเภทหรือผิดอัตรา เช่น บริษัทมีการจ้างรับเหมา ทำของ หรือบริการใด ๆ ก็ตาม เป็นกรณีที่ต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% แต่บริษัทกลับหักออกไป 5% ทำให้เกิดการนำส่งภาษีที่ไม่ตรงยอดจริง และในอีกกรณีหนึ่ง ที่บริษัทมีการว่าจ้างญาติ แล้วเข้าใจว่าไม่ต้องหักภาษีเพราะเป็นคนใกล้ชิด กรณีนี้จะถือว่าบริษัทนำส่งภาษีไม่ครบตามกฎหมาย ซึ่งความผิดพลาดที่อาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อยนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทเอง เนื่องจากหากบริษัท (ผู้จ่ายเงิน) ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งภาษี หรือหักไว้แต่ไม่ถูกต้องครบถ้วน บริษัทต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ (ผู้รับเงิน) ในการชำระภาษีส่วนนั้น ทำให้กิจการมีความเสี่ยงสูงที่อาจนำไปสู่การถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังพร้อมเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้ ดังนั้นการจ้างงานบุคคลธรรมดา แม้เป็นญาติกันก็ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหากรายได้นั้นเข้าลักษณะมาตรา 40(2)-(8) ตามประมวลรัษฎากร
อย่าปล่อยให้กำไรที่สะสมมา ต้องรั่วไหลออกจากกระเป๋าไปกับค่าปรับที่สามารถป้องกันได้
เพราะว่าต้นทุนของการแก้ไขมักจะแพงกว่าต้นทุนของการป้องกันเสมอ ให้เรา IdolPlanner Consulting เป็นที่ปรึกษาที่คอยช่วยเหลือคุณและธุรกิจครอบครัวของคุณ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านภาษี พร้อมสร้างมาตรฐานธุรกิจกงสีของคุณให้มั่งคั่งและมั่นคงต่อไป
บทความแนะนำ
- Holding Company ลดความเสี่ยงให้กับบริษัทย่อยด้วยการถือหุ้นของแม่
- ทำไมธุรกิจถึงรอด แต่ครอบครัวถึงพัง? คำตอบอยู่ที่ธรรมนูญครอบครัว
- Family Office คืออะไร? ทำไมธุรกิจครอบครัวที่มีทรัพย์สินมากขึ้นควรมีระบบแบบนี้
สำหรับท่านที่ต้องการสอบถามหรือรับคำปรึกษาเบื้องต้น
สามารถกรอกรายละเอียดได้ที่ฟอร์มแนบ
https://forms.gle/YMvaxRmnpqiNUGdVA
หรือติดต่อตามช่องทางที่ปรากฎไว้ดังนี้
Line : @idolplanner
Tel : 085-155-0554



